เสียงแห่งป่าทับสะแก
ท่านที่สนใจและมีภาพถ่ายไก่ฟ้าไทยสวย ๆ เชิญส่งไปที่ toziro@gmail.com
ตอนนี้ผมอยากจดทะเบียนเป็นผู้เพาะเลี้ยงสัตว์ป่า
ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้
http://www.geocities.com/wildlife15cr/newswildlife.htm
คู่มือการขออนุญาต
http://www.dnp.go.th/wildlifenew/downloads/Bookpromissbreeding.pdf
...ไก่ป่า ไก่ฟ้าไทยทุกชนิด ไก่จุก ฯลฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับ ส.พ.ภ.ได้เปิดอบรมการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าเชิงพานิชย์ รุ่นแรกเมื่อต้นปี และรุ่นต่อไปปลายปีนี้ (อาจจะเดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.) จะเปิดอบรมอีกครั้ง
...ลองติดตามข่าวได้ที่ เว็บของ ส.พ.ภ http://www.bedo.or.th/default.aspx
...ผมไปรับเอกสารมาเมื่อต้นเดือน และได้รับเอกสารการจดทะเบีบนจากเพื่อน อ่านรายละเอียดของเอกสารทั้งหมดที่ได้มา รวมทั้งตามเว็บของศูนย์เพาะเลี้ยงฯหลาย ๆ แห่ง ทราบว่าขณะนี้ทางราชการได้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่
...การจดทะเบียนง่ายขึ้นกว่าเดิม หากเงื่อนไขครบส่งใบขอจด 60 วัน ไม่ได้รับการมาตรวจสอบสถานที่ กฎหมายใหม่ให้ถือว่าการขอครั้งนั้นได้รับการอนุญาตโดยปริยาย
...เงื่อนไขเดิมที่ว่าผู้ขอต้องมีสัตวแพทย์นั้นตอนนี้ได้รับการผ่อนกฎลงให้แค่มีสัตวแพทย์ หรือสัตวบาลในพื้นที่มาตรวจ มารักษาเป็นครั้งคราวก็ผ่านไม่มีปัญหา
ที่ได้รับอนุญาตให้เพาะพันธุ์ได้
http://www.geocities.com/wildlife15cr/newswildlife.htm
คู่มือการขออนุญาต
http://www.dnp.go.th/wildlifenew/downloads/Bookpromissbreeding.pdf
...ไก่ป่า ไก่ฟ้าไทยทุกชนิด ไก่จุก ฯลฯ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับ ส.พ.ภ.ได้เปิดอบรมการเพาะเลี้ยงไก่ฟ้าเชิงพานิชย์ รุ่นแรกเมื่อต้นปี และรุ่นต่อไปปลายปีนี้ (อาจจะเดือน พ.ย.หรือ ธ.ค.) จะเปิดอบรมอีกครั้ง
...ลองติดตามข่าวได้ที่ เว็บของ ส.พ.ภ http://www.bedo.or.th/default.aspx
...ผมไปรับเอกสารมาเมื่อต้นเดือน และได้รับเอกสารการจดทะเบีบนจากเพื่อน อ่านรายละเอียดของเอกสารทั้งหมดที่ได้มา รวมทั้งตามเว็บของศูนย์เพาะเลี้ยงฯหลาย ๆ แห่ง ทราบว่าขณะนี้ทางราชการได้อำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่
...การจดทะเบียนง่ายขึ้นกว่าเดิม หากเงื่อนไขครบส่งใบขอจด 60 วัน ไม่ได้รับการมาตรวจสอบสถานที่ กฎหมายใหม่ให้ถือว่าการขอครั้งนั้นได้รับการอนุญาตโดยปริยาย
...เงื่อนไขเดิมที่ว่าผู้ขอต้องมีสัตวแพทย์นั้นตอนนี้ได้รับการผ่อนกฎลงให้แค่มีสัตวแพทย์ หรือสัตวบาลในพื้นที่มาตรวจ มารักษาเป็นครั้งคราวก็ผ่านไม่มีปัญหา
...ยกเว้นผู้ที่ทำใหญ่โตเพื่อส่งออก จำเป็นต้องมีสัตวแพทย์
...ดังนั้นผมจึงอยากเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่รักไก่ฟ้า ไก่ป่า นกยูง นกหัวจุก ฯลฯ ทั้งหลายแห่ไปจดทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงเสียให้ถูกต้อง
...ต่อไปในวันข้างหน้าจะได้แบ่งปันซื้อขายไก่ฟ้ากันอย่างสบายอารมณ์
...อยากให้ไก่ฟ้า ไก่ป่า เป็นเหมือนไก่ชน ไก่ 3 สายพันธุ์ที่มีมากมายเป็นล้าน ๆ ตัว เหมือนนกเขาชวา นกเขาใหญ่ที่เพาะพันธุ์กันมากมายจนบินว่อน หรือเดินข้าง ๆ ขอบ ๆ กรงไก่ของพวกเราอยู่อย่างทุกวันนี้
...อยากเห็นขนไก่ฟ้า ขนนกยูงเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ
...อยากเห็นคนรักไก่ป่า ไก่ฟ้า เลี้ยงไว้ในครอบครองจนเหลือเฟือ
...ไม่รู้ว่าผมฝันไปหรือเปล่า ?
...ท่านที่รักไก้ฟ้าทั้งหลาย มีความคิดเห็นในเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร ?
...น่าสนใจหรือไม่ครับ ?
*****************************************************
เชิญ download
...ดังนั้นผมจึงอยากเชิญชวนเพื่อน ๆ ที่รักไก่ฟ้า ไก่ป่า นกยูง นกหัวจุก ฯลฯ ทั้งหลายแห่ไปจดทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงเสียให้ถูกต้อง
...ต่อไปในวันข้างหน้าจะได้แบ่งปันซื้อขายไก่ฟ้ากันอย่างสบายอารมณ์
...อยากให้ไก่ฟ้า ไก่ป่า เป็นเหมือนไก่ชน ไก่ 3 สายพันธุ์ที่มีมากมายเป็นล้าน ๆ ตัว เหมือนนกเขาชวา นกเขาใหญ่ที่เพาะพันธุ์กันมากมายจนบินว่อน หรือเดินข้าง ๆ ขอบ ๆ กรงไก่ของพวกเราอยู่อย่างทุกวันนี้
...อยากเห็นขนไก่ฟ้า ขนนกยูงเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ
...อยากเห็นคนรักไก่ป่า ไก่ฟ้า เลี้ยงไว้ในครอบครองจนเหลือเฟือ
...ไม่รู้ว่าผมฝันไปหรือเปล่า ?
...ท่านที่รักไก้ฟ้าทั้งหลาย มีความคิดเห็นในเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างไร ?
...น่าสนใจหรือไม่ครับ ?
*****************************************************
เชิญ download
รวมภาพและเรื่องย่อไก่ฟ้าในประเทศไทย
ภาพเหล่านี้มาจากเว็บหลาย ๆ แห่ง รวมถึงเว็บชมรมอนุรักษ์ไก่ป่าไทย ที่ใช้ภาพไก่ป่ามากมาย ต้องขอความอนุเคราะห์ในฐานะที่ผมเป็นชมาชิกชมรมนี้ครับ
*****************************************************
ชม VDO ไก่ฟ้าพญาลอได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=UPFJOgB7AEk
******************************************
บทความที่ผมเคยโพสต์ไว้แล้วในเว็บอื่น ๆ
ลุยป่าทับสะแก
วันนี้ผมนึกถึงช่วงมาเรียนหนังสือในกทม.ใหม่ ๆ ปี 2515 ปิดภาคกลาง ประมาณเดือนตุลาคม ไม่ได้กลับบ้านที่พะเยา แต่เพื่อนชวนไปเที่ยวบ้านที่ อ.ทับสะแก จ. ประจวบคีรีขัน สัก 10 วัน เห็นจะได้
ได้มีโอกาสเข้าไปนอนในปางไม้ของพ่อเพื่อนหลายคืน คือเขาทำไม้ในเขตป่าชายแดนพม่า
ต้องขี่ช้างบ้านเพื่อนผ่านไร่ข้าวโพด และเข้าเขตป่ารวมแล้ว 8 กม.
เป็นครั้งแรกที่ผมได้ขี่ช้าง แบบเป็นโชเฟอร์ หรือมาดเหมือนควานช้างจริง ๆ คือ ไม่มีอะไรเลย นั่งตรงคอช้าง
มานึกย้อนหลังดู นั่นมันเป็นเรื่องความคึกคะนองล้วน ๆ เนื่องจากปกติช้างไม่ได้ยอมรับนับถือคนทุกคน ดีที่ไม่เอางวงจับโยนบกแล้วกระทืบซ้ำ
ก็ขี่แบบไม่ธรรมดาเสียด้วย เพราะบางช่วงที่โล่ง ๆ เพื่อนที่นั่งหลังไปด้วยกันยุให้ช้างวิ่งเสียอีก
ได้เดินทางไป-กลับ จากบ้านเพื่อนเข้าป่า 4 รอบ รอบหลัง ๆ ชักสนุกช้างคงจำผมได้แล้ว จึงไปได้แบบนิ่ม ๆ
การขี่ช้างนุ่มนวลมากครับ หากเป็นรถก็เบนซ์เอสคลาสนั่นแหละ
พอไปถึงปางไม้วันแรกก็สาย ๆ แล้ว เห็นพวกคนงาน และควานช้างอื่น ๆ รวมทั้งพ่อเพื่อนอยู่ในปางประมาณ 6-7 คน กำลังเตรียมทำอาหารมื้อกลางวัน

ผมเหลือบไปเห็นค่างที่ลอกหนังออกหมดแล้ว ดูคล้าย ๆ กบที่โดนดึงหนังออก เห็นกล้ามเนื้อแดง
มื้อแรกในป่าดงดิบชายแดนพม่าเป็นแกงป่าเนื้อค่างครับ
ผมจำได้ว่ารสชาติเข้มข้นดีมาก แต่ออกกลิ่นสาบ ๆ หน่อย
...ป่าที่นั่นยังอุดมสมบูรณ์มาก ผมเห็นต้นไม้ที่ตัดไว้บางต้นใหญ่มาก ลำต้นเมื่อล้มลงมาแล้วสูงเลยหัว อายุคงหลายร้อยปี
...ค่ำวันแรกก็ได้ออกส่องสัตว์กับเพื่อนแถว ๆ ปางไม้ ไม่กล้าไปไกล เพราะกลัวความมืด มีไฟฉายอันเดียว
จริง ๆ แค่เดินเที่ยวเล่นเท่านั้น เจองูตัวหนึ่งชักเสียว ก็กลับไปนอน
...ช่วงนั้นในป่าฝนตกเป็นระยะ ๆ มีทากพอสมควร แต่ไม่ชุกชุมเหมือนหลาย ๆ ป่าที่เคยอ่านในหนังสือ
...เช้าวันใหม่อากาศดีมาก แดดออกจ้าเพื่อนพาไปดูการชักลากไม้โดยช้าง 3 เชือก
เชือกใหญ่ที่สุดลากท่อนใหญ่หน่อย
บรรยากาศการใช้แรงงานช้างในป่าไม่ได้เหมือนที่เราเห็นตอนที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างแถว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง แสดงให้นักท่องเที่ยวชมนะครับ
มันโหด เรียกว่าโหดก็แล้วกัน หากท่านที่เคยดูหนังเรื่องบัญญัติ 10 ประการตอนที่ยิวถูกบังคับให้ลากก้อนหินไปสร้างปิรามิดนั้นจะเห็นว่ามีทหารอียิปคอยเอาแซ่ฟาดไปตลอดทาง
ช้างลากไม้ในป่าก็คล้าย ๆ กันนั้น เนื่องจากพื้นที่ป่าไม่ได้ราบเรียบมันขึ้น ๆ ลง ๆ มีต้นไม้ขวางอยู่บ้าง เป็นระยะ ๆ ไป
ควานช้างอยู่บนคอช้างคนหนึ่งถือขอช้างไว้สับ ไว้ตีไว้ดึงหนังหูหนังหัว ปากก็ตะโกนออกคำสั่งช้างตลอดเวลา
เป็นบรรยากาศของการบังคับให้ทำงานเหมือนทาสยิวไม่ผิดเพียน
ไหนจะมีคนงานประกบข้างช้างซ้ายขวา คอยเอาไม้ทิ่ม หรือตีขาเมื่อต้องออกแรงเพื่อให้พ้นสิ่งกีดขวาง
ผมเห็นแล้วสงสารช้างมาก
เฝ้าดูสักพักช้างตัวใหญ่สุดก็ลากไม้ขนาดโตกว่าคนโอบลิ่ว ๆ ลงเนินมา
เนื่องจากพื้นป่าลื่นมากไม้ซุงมันไหลไม่หยุด ช้างหยุดแล้ว แต่ซุงไม่หยุด
ซุงจึงกระแทกขาหลังซ้ายของเจ้าตัวโต ซุงอัดกับตอไม้แบบเฉี่ยว ๆ ไม่จัง
ช่างตัวใหญ่ที่สุดในปางร้องลั่นป่า ผมตกใจ เห็นกับตาว่ามันเจ็บปวดมาก
ต้องเอาโซ่ออกแล้ว พาเดินขากระเผลกกลับปางกัน
ช้างตัวนั้นต้องหยุดพักรักษาขาที่บวมอยู่ตลอดช่วงที่ผมอยู่ในป่าครั้งนั้น
เจ้าของช้างก็ไปตามหมอช้างมารักษา มีทั้งยาแผนโบราณ และฉีดยาแถว ๆ ข้าง ๆ ใบหูเหมือนที่เราเห็นหมอล็อคฉีดในทีวีนั่นแหละ
...ประมาณอาทิตย์หนึ่ง ช้างโชคร้ายเชือกนั้นไม่ได้ออกไปไหนไกล ๆ เดินกระเผลก ๆ อยู่ใกล้ ๆ ปางไม้
ร่างกายมันผ่ายผอมลงเร็วมาก หัวและ สันหลังเป็นร่องลึกลงอย่างชัดเจน
...แล้ววันเปิดเทอมก็ใกล้เข้ามา ผมก็ต้องขี่ช้างบ้านเพื่อนที่แสนเชื่องกลับออกจากป่า
...จบตอนที่หนึ่งของการท่องไพรที่ป่าทับสะแกครับ***********************************************************
ได้มีโอกาสเข้าไปนอนในปางไม้ของพ่อเพื่อนหลายคืน คือเขาทำไม้ในเขตป่าชายแดนพม่า
ต้องขี่ช้างบ้านเพื่อนผ่านไร่ข้าวโพด และเข้าเขตป่ารวมแล้ว 8 กม.
เป็นครั้งแรกที่ผมได้ขี่ช้าง แบบเป็นโชเฟอร์ หรือมาดเหมือนควานช้างจริง ๆ คือ ไม่มีอะไรเลย นั่งตรงคอช้าง
มานึกย้อนหลังดู นั่นมันเป็นเรื่องความคึกคะนองล้วน ๆ เนื่องจากปกติช้างไม่ได้ยอมรับนับถือคนทุกคน ดีที่ไม่เอางวงจับโยนบกแล้วกระทืบซ้ำ
ก็ขี่แบบไม่ธรรมดาเสียด้วย เพราะบางช่วงที่โล่ง ๆ เพื่อนที่นั่งหลังไปด้วยกันยุให้ช้างวิ่งเสียอีก
ได้เดินทางไป-กลับ จากบ้านเพื่อนเข้าป่า 4 รอบ รอบหลัง ๆ ชักสนุกช้างคงจำผมได้แล้ว จึงไปได้แบบนิ่ม ๆ
การขี่ช้างนุ่มนวลมากครับ หากเป็นรถก็เบนซ์เอสคลาสนั่นแหละ
พอไปถึงปางไม้วันแรกก็สาย ๆ แล้ว เห็นพวกคนงาน และควานช้างอื่น ๆ รวมทั้งพ่อเพื่อนอยู่ในปางประมาณ 6-7 คน กำลังเตรียมทำอาหารมื้อกลางวัน

ผมเหลือบไปเห็นค่างที่ลอกหนังออกหมดแล้ว ดูคล้าย ๆ กบที่โดนดึงหนังออก เห็นกล้ามเนื้อแดง
มื้อแรกในป่าดงดิบชายแดนพม่าเป็นแกงป่าเนื้อค่างครับ
ผมจำได้ว่ารสชาติเข้มข้นดีมาก แต่ออกกลิ่นสาบ ๆ หน่อย
...ป่าที่นั่นยังอุดมสมบูรณ์มาก ผมเห็นต้นไม้ที่ตัดไว้บางต้นใหญ่มาก ลำต้นเมื่อล้มลงมาแล้วสูงเลยหัว อายุคงหลายร้อยปี
...ค่ำวันแรกก็ได้ออกส่องสัตว์กับเพื่อนแถว ๆ ปางไม้ ไม่กล้าไปไกล เพราะกลัวความมืด มีไฟฉายอันเดียว
จริง ๆ แค่เดินเที่ยวเล่นเท่านั้น เจองูตัวหนึ่งชักเสียว ก็กลับไปนอน
...ช่วงนั้นในป่าฝนตกเป็นระยะ ๆ มีทากพอสมควร แต่ไม่ชุกชุมเหมือนหลาย ๆ ป่าที่เคยอ่านในหนังสือ
...เช้าวันใหม่อากาศดีมาก แดดออกจ้าเพื่อนพาไปดูการชักลากไม้โดยช้าง 3 เชือก
เชือกใหญ่ที่สุดลากท่อนใหญ่หน่อย
บรรยากาศการใช้แรงงานช้างในป่าไม่ได้เหมือนที่เราเห็นตอนที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างแถว อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง แสดงให้นักท่องเที่ยวชมนะครับ
มันโหด เรียกว่าโหดก็แล้วกัน หากท่านที่เคยดูหนังเรื่องบัญญัติ 10 ประการตอนที่ยิวถูกบังคับให้ลากก้อนหินไปสร้างปิรามิดนั้นจะเห็นว่ามีทหารอียิปคอยเอาแซ่ฟาดไปตลอดทาง
ช้างลากไม้ในป่าก็คล้าย ๆ กันนั้น เนื่องจากพื้นที่ป่าไม่ได้ราบเรียบมันขึ้น ๆ ลง ๆ มีต้นไม้ขวางอยู่บ้าง เป็นระยะ ๆ ไป
ควานช้างอยู่บนคอช้างคนหนึ่งถือขอช้างไว้สับ ไว้ตีไว้ดึงหนังหูหนังหัว ปากก็ตะโกนออกคำสั่งช้างตลอดเวลา
เป็นบรรยากาศของการบังคับให้ทำงานเหมือนทาสยิวไม่ผิดเพียน
ไหนจะมีคนงานประกบข้างช้างซ้ายขวา คอยเอาไม้ทิ่ม หรือตีขาเมื่อต้องออกแรงเพื่อให้พ้นสิ่งกีดขวาง
ผมเห็นแล้วสงสารช้างมาก
เฝ้าดูสักพักช้างตัวใหญ่สุดก็ลากไม้ขนาดโตกว่าคนโอบลิ่ว ๆ ลงเนินมา
เนื่องจากพื้นป่าลื่นมากไม้ซุงมันไหลไม่หยุด ช้างหยุดแล้ว แต่ซุงไม่หยุด
ซุงจึงกระแทกขาหลังซ้ายของเจ้าตัวโต ซุงอัดกับตอไม้แบบเฉี่ยว ๆ ไม่จัง
ช่างตัวใหญ่ที่สุดในปางร้องลั่นป่า ผมตกใจ เห็นกับตาว่ามันเจ็บปวดมาก
ต้องเอาโซ่ออกแล้ว พาเดินขากระเผลกกลับปางกัน
ช้างตัวนั้นต้องหยุดพักรักษาขาที่บวมอยู่ตลอดช่วงที่ผมอยู่ในป่าครั้งนั้น
เจ้าของช้างก็ไปตามหมอช้างมารักษา มีทั้งยาแผนโบราณ และฉีดยาแถว ๆ ข้าง ๆ ใบหูเหมือนที่เราเห็นหมอล็อคฉีดในทีวีนั่นแหละ
...ประมาณอาทิตย์หนึ่ง ช้างโชคร้ายเชือกนั้นไม่ได้ออกไปไหนไกล ๆ เดินกระเผลก ๆ อยู่ใกล้ ๆ ปางไม้
ร่างกายมันผ่ายผอมลงเร็วมาก หัวและ สันหลังเป็นร่องลึกลงอย่างชัดเจน
...แล้ววันเปิดเทอมก็ใกล้เข้ามา ผมก็ต้องขี่ช้างบ้านเพื่อนที่แสนเชื่องกลับออกจากป่า
...จบตอนที่หนึ่งของการท่องไพรที่ป่าทับสะแกครับ***********************************************************
เสียงแห่งป่าที่ทับสะแก
by ห้วยเหิง on Sun Oct 12, 2008 7:21 am
ตามสัญญา เช้านี้มาเล่าเรื่องเสียงแห่งป่าที่ทับสะแกเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา
...หลังจากเดินทางด้วยรถ บขส.ไปลงที่ตลาดทับสะแกแล้ว เพื่อนได้พาขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง นั่งซ้อนท้ายเข้าไปในหมู่บ้านชายป่าทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับป่าทึบและติดชายแดนพม่า
...คืนแรกนอนที่บ้า่นเพื่อน ซึ่งเป็นเหมือนที่ทำการ การทำสัมปทานป่าไม้ของพ่อเขาด้วย
จากสนง.ชายป่าแห่งนี้มองไปทางตะวันตกผ่านไร่ข้าวโพดจะเห็นแนวป่า แนวเขาทะมึนเขียวขจี
...รอบ ๆ บ้านเป็นพื้นที่สวนครัว ปลูกผักนานาชนิด ตอนไปถึงผมสังเกตเห็นว่าต้นถั่วฝักยาวกำลังออกฝักโผล่ออกมาสั้น ๆ เล็ก ๆ ยาวสัก 1 นิ้ว
...ตอนเย็นหลังจากฝนตก ผมไปเดินในสวนอีกครั้ง เห็นว่าพื้นดินชุ่มชื้น เหมาะต่อการปลูกต้นไม้จริง ๆ
...แล้วก็เดินไปที่ต้นถัวฝักยาวต้นเดิม ปรากฎว่าฝักสั้น ๆ ตอนสาย ๆ มันยาวออกมาอีกเท่าตัว มองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
เมื่อมองรวม ๆ ทั้งต้นมันชูฝักสลอนเป็นฝักถั่ว ที่ชาวบ้านชาวเมืองเอามาเปรียบเปรย เหมือนมือคนบางกลุ่มในสภาฯ ที่ชูเป็นฝักถัว ท่ามกลางความขัดแย้งเมื่อไม่กี่วันมานี้
ตอนหัวค่ำฝนตกหนักแล้วก็หยุดมีแต่ความเงียบเข้ามาแทนที่ หลังจากนั้น เราก็เข้านอน
ที่บ้านเพื่อนไม่มีเสียงแปลกปลอมอะไร นอนจากเสียงหายใจฟืดฟาดจากงวงช้างที่ยืนโรงอยู่ชิดรั้วหลังบ้าน
...เช้าวันใหม่ เพื่อนเตรียมช้างมาอยู่ใกล้ ๆ ชานบ้าน แล้วก้าวขึ้นไปนั่งที่คอ และให้ผมตามขึ้นไปนั่งหลังติด ๆ กัน เหมือนการขี่ม้าซ้อนสองคน ผิดกันแต่ นี่เป็นช้าง
ซึ่งจริง ๆ คอช้างขี่คนเดียวจึงจะเข้าท่า แต่เพื่อนบอกว่านายขี่คนเดียวยังไม่ได้ เดียวช้างไม่ต้อนรับ และยังไม่รู้จักกลิ่นอีกด้วย
ก็ขี่ช้างออกจากบ้าน มีเพียงย่ามผ้าคนละใบใส่ของที่จำเป็น และที่เพื่อนผมไม่ลืมคือปืนลูกกดยาว รูปทรงเหมือนปืนเอ็ม 16 สะพายไปด้วย
...ประมาณ 6 โมงเช้าอากาศเย็นสบาย ช้างเดินเรื่อย ๆ ไม่มีเสียงนอกจากบางจังหวะการก้าวผ่านกรวดก็มีเสียงนิดหน่อย เป็นยานที่ปลอดไอพิษร้อยเปอร์เซนต์
...เดินทางใกล้ป่าเข้าไปทุกที เริ่มได้ยินเสียงชะนีเป็นเสียงแรก มันแหกปากร้องผัว ๆ ๆ ๆ
พยางค์หลัง ๆ กระชั้นรัวถี่ก้องแนวป่า
จริง ๆ มันไม่ได้เรียกหาผัว เนื่องจากเป็นตัวผู้เจ้าถิ่น มันแสดงความเป็นนักเลงประจำต้นไม้มากกว่า
แนวป่าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เสียงชะนีหลายตัวโต้ตอบกัน เป็นระยะ ๆ เสียงมันดังมากขึ้น ๆ จนเข้าสู่เขตป่าทึบที่มีต้นไม้ใหญ่หนาตา
เสียงที่อยู่ใกล้ ๆ หายไป
หลังจากนั้นก็เป็นเสียงของแมลงต่าง ๆ เสียงนกหลากชนิด ใกล้ถึงปางไม้มีเสียงน้ำไหลในลำห้วยเบา ๆ
พ้นเนินไปก็เห็นควันไฟคลุ้งขึ้นมาจากปางไม้ เขาคงกำลังหุงหาอาหารกัน
พ่อเพื่อนเข้ามาต้อนรับ ลงจากช้างก็รีบพาเข้าพักในเพิ่งขนาดใหญ่ ยาวสัก 10 เมตรมุงด้วยผ้าใบ ยกพื้นครึ่งเมตร ปูด้วยฟากไม้ไผ่
ด้านหัวนอนชิดกับเนินดิน ด้านหน้า ด้านข้าง ไม่มีฝา เรียกว่าเป็นเพิงหมาเแหงน หรือปางไม้แบบชั่วคราว เพราะต้องย้ายตามต้นไม้ที่ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ
บริเวณที่ตั้งปางไม้เป็นเนินสูงรอบ ๆ บริเวณเป็นลำีห้วยมีน้ำไหลใสมองเห็นก้อนหินและพื้นทราย น้ำไม่ลึก สามารถเดินข้ามได้สบาย ๆ น้ำไหลแรงเดินไม่ระวังมีหวังล้มเปียกปอน เห็นปลาแหวกว่ายไปมาเป็นฝูง ๆ
จากที่เล่าเมื่อวาน หลังจากเผ่นกลับจากการไปส่องสัตว์เนื่องเจองูตัวใหญ่แล้วเราก็รีบกลับเข้ามานอน
ก็นอนรวมกันทั้งคนงานด้วยเป็นแถว เกือบ 10 คน
ใต้พื้นเพิงโล่ง แต่มีไออุ่นจากกองไฟที่สุมขอนแดงไว้ตลอดเวลาเพื่อกันยุง แถมให้ความอบอุ่นได้ด้วย
พอล้มตัวลงนอน เสียงประหลาดก็เกิดขึ้นกับคนงานที่นอนอยู่ข้าง ๆ เป็นเสียงหายใจเหมือนคนหนาวเหน็บ แล้วก็มีอาการสั่นไปทั้งตัว ผ้าห่มไหวเป็นระลอกคลื่น
..."เขาเป็นไข้ป่า"...เพื่อนผมพูดเบา ๆ
เสียงแห่งความตายอยู่ใกล้ ๆ ข้าง ๆ ตัวผมในคืนแรกในดงดิบป่าทับสะแก
คนงานปางไม้เคราะห์ร้ายคนนั้นสั่นจนได้ที่แล้วก็หยุด แล้วเงียบหลับไปด้วยความอ่อนแรง
..เมื่อทุกคนเงียบผมยังหลับไม่ลง ในป่ามีเสียงสารพัดที่ไม่เคยได้ยิน เนื่องจากเป็นป่าดงดิบชื้น จึงมีพวกที่อยู่ในลำห้วยมากเป็นพิเศษ เสียงที่ดังที่สุดเหมือนเสียงแตรรถที่ใกล้จะเสีย เสียงบี้ ๆ เป็นจังหวะเหมือน ๆ กันเกือบทุกตัว ผิดกันที่โทนที่ต่างกันไป เหมือนมันโต้ตอบกัน
ยิ่งดึกยิ่งอื้ออีงไปทั้งบริเวณป่านั้น
ตื่นเช้ามาได้คำตอบว่ามันเป็นเสียงเขียดป่าชนิดหนึ่ง ที่อยู่ตามใบไม้ ผมก็ไม่เคยเห็นตัวมัน เพราะกลางวันไม่รู้หายไปไหนหมด
...วันต่อ ๆ มาเพื่อนได้พาเข้าป่า ทำท่าว่าจะไปล่าสัตว์กัน ผมมีปืนลูกกด เพื่อนเอาปืนลูกซองของพ่อเป็นปืนประจำกาย
เดินลัดหลบต้นไม้ที่รกทึบไปช้า ๆ ได้เห็นดอกไม้ขนาดมหึมา กว้างสักเมตรหนึ่งโผล่ขึ้นมากจากดิน เป็นสีแดงสวยงาม มองดูไม่เห็นมีลำต้น แต่สวยงามติดตาติดใจถึงทุกวันนี้
ยืนมองดอกไม้ประหลาดอยู่สักครู่ก็ค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีรอยเล็บสัตว์ลากยาว ไม่รู้ว่าเสือหรือหมีมาฝากรอยลับกรงเล็บไว้
เดินลึกเข้าป่าทึบไปสัก ยี่สิบกว่านาที ท่ามกลางเสียงนกเสียงแมลงต่าง ๆ ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างบนต้นไม้ใหญ่ พอแหงนมองก็เห็นฝูงค่างกำลังกินลูกไม้ใบไม้อยู่สัก 7-8 ตัว
เป็นค่างเทาหางยาว ขนาดต่าง ๆ กันเล็กบ้างใหญ่บ้าง พอพรานจำเป็นเงยหน้าทำท่าจะประทับปืนเท่านั้น หัวหน้าค่างก็ส่งเสียงร้องแก๊กก๊าก
ทั้งฝูงต่างกระโดดแตกฮืออย่างรวดเร็ว มันสลายตัวออกจากกลุ่ม ไปบนกิ่งไม้สูง
แต่แปลกที่มันไม่ได้หนีแบบวิ่งแนบหายไปไหน
เมื่อกระโดดเสียงตึงตังไปสักครู่มันก็หยุดเกือบทั้งทีม แล้วมองลงมาที่เราสองคน แบบระวังตัวสุด ๆ และช่วงนั้นมันนิ่งอยู่กับที่เงียบ ๆ
พอมองสักประเดี๋ยวมันก็ส่งเสียงบอกกัน แล้วก็กระโดดตึงตัง กิ่งไม้ไหวยวบยาบต่อไป แล้วก็หยุดมองอีก เป็นอย่างนี้หลายครั้ง
ก่อนที่มันจะหายไปทั้งฝูง
...เรื่องนี้พรานที่อยู่ในปางบอกว่าเป็นจุดตายของค่าง ถ้าจะยิงค่างก็ตอนมันมองนี่แหละ หรือไม่งั้นก็ค่อย ๆ ย่องแอบไม่ให้มันเห็นแล้วยิง
...ไม่รู้ว่าค้างที่เป็นมื้อกลางวันวันแรกในป่าโดนยิง เพราะหยุดมอง หรือว่าโดนซุ่มยิง
...คงเป็นแบบหลังมากกว่า เพราะพรานจริง ๆ เขาเงียบกริบ
...ไม่เหมือนพรานวัยรุ่นอย่างเราเป็นแน่
...ในป่าทับสะแกช่วงที่ไปนอน ไม่ได้ยินเสียงไก่ป่าขัน อาจเป็นหน้าฝน
หรือว่ามันโดนล่าจนหมดป่าบริเวณนั้นไปนานแล้ว
...ในป่ามีเสียงประหลาดมากมาย หากคนทั่ว ๆ ถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวในป่า หรือหลงป่าคงเป็นโรคประสาทได้ง่าย ๆ เหมือนกัน
บางเสียงเหมือนเสียงคนคุยกัน หรือตะโกนเรียกหากันอยู่ไกล ๆ
คนโบราณจึงคิดว่าเป็นผีป่า จึงต้องอาศัยพลังใจ ด้วยการท่องคาถาอาคม เวลาเข้าป่าต้องมีการแจ้งบอกเจ้าป่าเจ้าเขา
...พรานจริง ๆ ต้องทำพิธีขอสัตว์ต่าง ๆ เพื่อเป็นอาหารก่อนออกล่า
แถมด้วยสินบนว่าหากได้สัตว์ใหญ่จะเอาหัวมาเซ่น
(เป็นที่มาของการเซ่นผีสางเทวดาด้วยหัวหมู ในพิธีต่าง ๆ ตามความเชื่อที่เราเห็น ๆ ในปัจจุบัน)
เป็นกฎแห่งพราน กฎแห่งป่าที่ตอนนั้นผมไม่รู้ครับ
ท่านที่รู้จริงในเว็บนี้เคยเขียนไว้ในหลายกระทู้ ผมก็เพียงได้ยินได้ฟังพรานป่าเล่ามา ก็เพียงนิด ๆ หน่อย ๆ
...เราสองคนไม่ทำให้เกิดเสียงปืนขึ้นเลยสักนัดในป่าทึบ ก็กลับปางไม้มือเปล่า พร้อม ๆ กับร่องรอยโดนกิ่งไม้ขีดข่วน และเสื้อผ้ามอมแมม
กลับถึงปาง แล้วก็ไปอาบน้ำในลำห้วย น้ำห้วยใสและเย็นสบาย เล่นน้ำจนหายอ่อนเพลียจากการท่องป่า แล้วก็ไปเดินดูบริเวณรอบ ๆ อีกครั้ง
พอเดินสบายอารมณ์ไปสักพักก็มีเสียงพ่อเพื่อนดังออกมาจากพุ่มไม้
..."พ่ออยู่ตรงนี้อย่าเข้ามา "....
พอกลับถึงเพิงพักได้สักครู่ จึงได้้คำตอบว่า พ่อเพื่อนกำลังทำธุระส่วนตัวเพลิน ๆ อยู่ในพุ่มไม้นั้น อาจมีเสียงบ้าง แต่ไม่ใช่เสียงแห่งป่าทับสะแกอย่างแน่นอน
เป็นเสียงอะไรนั้น..ให้ท่านคิดเอาเองครับ
by ห้วยเหิง on Sun Oct 12, 2008 7:21 am
ตามสัญญา เช้านี้มาเล่าเรื่องเสียงแห่งป่าที่ทับสะแกเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา
...หลังจากเดินทางด้วยรถ บขส.ไปลงที่ตลาดทับสะแกแล้ว เพื่อนได้พาขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง นั่งซ้อนท้ายเข้าไปในหมู่บ้านชายป่าทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกับป่าทึบและติดชายแดนพม่า
...คืนแรกนอนที่บ้า่นเพื่อน ซึ่งเป็นเหมือนที่ทำการ การทำสัมปทานป่าไม้ของพ่อเขาด้วย
จากสนง.ชายป่าแห่งนี้มองไปทางตะวันตกผ่านไร่ข้าวโพดจะเห็นแนวป่า แนวเขาทะมึนเขียวขจี
...รอบ ๆ บ้านเป็นพื้นที่สวนครัว ปลูกผักนานาชนิด ตอนไปถึงผมสังเกตเห็นว่าต้นถั่วฝักยาวกำลังออกฝักโผล่ออกมาสั้น ๆ เล็ก ๆ ยาวสัก 1 นิ้ว
...ตอนเย็นหลังจากฝนตก ผมไปเดินในสวนอีกครั้ง เห็นว่าพื้นดินชุ่มชื้น เหมาะต่อการปลูกต้นไม้จริง ๆ
...แล้วก็เดินไปที่ต้นถัวฝักยาวต้นเดิม ปรากฎว่าฝักสั้น ๆ ตอนสาย ๆ มันยาวออกมาอีกเท่าตัว มองเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
เมื่อมองรวม ๆ ทั้งต้นมันชูฝักสลอนเป็นฝักถั่ว ที่ชาวบ้านชาวเมืองเอามาเปรียบเปรย เหมือนมือคนบางกลุ่มในสภาฯ ที่ชูเป็นฝักถัว ท่ามกลางความขัดแย้งเมื่อไม่กี่วันมานี้
ตอนหัวค่ำฝนตกหนักแล้วก็หยุดมีแต่ความเงียบเข้ามาแทนที่ หลังจากนั้น เราก็เข้านอน
ที่บ้านเพื่อนไม่มีเสียงแปลกปลอมอะไร นอนจากเสียงหายใจฟืดฟาดจากงวงช้างที่ยืนโรงอยู่ชิดรั้วหลังบ้าน
...เช้าวันใหม่ เพื่อนเตรียมช้างมาอยู่ใกล้ ๆ ชานบ้าน แล้วก้าวขึ้นไปนั่งที่คอ และให้ผมตามขึ้นไปนั่งหลังติด ๆ กัน เหมือนการขี่ม้าซ้อนสองคน ผิดกันแต่ นี่เป็นช้าง
ซึ่งจริง ๆ คอช้างขี่คนเดียวจึงจะเข้าท่า แต่เพื่อนบอกว่านายขี่คนเดียวยังไม่ได้ เดียวช้างไม่ต้อนรับ และยังไม่รู้จักกลิ่นอีกด้วย
ก็ขี่ช้างออกจากบ้าน มีเพียงย่ามผ้าคนละใบใส่ของที่จำเป็น และที่เพื่อนผมไม่ลืมคือปืนลูกกดยาว รูปทรงเหมือนปืนเอ็ม 16 สะพายไปด้วย
...ประมาณ 6 โมงเช้าอากาศเย็นสบาย ช้างเดินเรื่อย ๆ ไม่มีเสียงนอกจากบางจังหวะการก้าวผ่านกรวดก็มีเสียงนิดหน่อย เป็นยานที่ปลอดไอพิษร้อยเปอร์เซนต์
...เดินทางใกล้ป่าเข้าไปทุกที เริ่มได้ยินเสียงชะนีเป็นเสียงแรก มันแหกปากร้องผัว ๆ ๆ ๆ
พยางค์หลัง ๆ กระชั้นรัวถี่ก้องแนวป่า
จริง ๆ มันไม่ได้เรียกหาผัว เนื่องจากเป็นตัวผู้เจ้าถิ่น มันแสดงความเป็นนักเลงประจำต้นไม้มากกว่า
แนวป่าใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เสียงชะนีหลายตัวโต้ตอบกัน เป็นระยะ ๆ เสียงมันดังมากขึ้น ๆ จนเข้าสู่เขตป่าทึบที่มีต้นไม้ใหญ่หนาตา
เสียงที่อยู่ใกล้ ๆ หายไป
หลังจากนั้นก็เป็นเสียงของแมลงต่าง ๆ เสียงนกหลากชนิด ใกล้ถึงปางไม้มีเสียงน้ำไหลในลำห้วยเบา ๆ
พ้นเนินไปก็เห็นควันไฟคลุ้งขึ้นมาจากปางไม้ เขาคงกำลังหุงหาอาหารกัน
พ่อเพื่อนเข้ามาต้อนรับ ลงจากช้างก็รีบพาเข้าพักในเพิ่งขนาดใหญ่ ยาวสัก 10 เมตรมุงด้วยผ้าใบ ยกพื้นครึ่งเมตร ปูด้วยฟากไม้ไผ่
ด้านหัวนอนชิดกับเนินดิน ด้านหน้า ด้านข้าง ไม่มีฝา เรียกว่าเป็นเพิงหมาเแหงน หรือปางไม้แบบชั่วคราว เพราะต้องย้ายตามต้นไม้ที่ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ
บริเวณที่ตั้งปางไม้เป็นเนินสูงรอบ ๆ บริเวณเป็นลำีห้วยมีน้ำไหลใสมองเห็นก้อนหินและพื้นทราย น้ำไม่ลึก สามารถเดินข้ามได้สบาย ๆ น้ำไหลแรงเดินไม่ระวังมีหวังล้มเปียกปอน เห็นปลาแหวกว่ายไปมาเป็นฝูง ๆ
จากที่เล่าเมื่อวาน หลังจากเผ่นกลับจากการไปส่องสัตว์เนื่องเจองูตัวใหญ่แล้วเราก็รีบกลับเข้ามานอน
ก็นอนรวมกันทั้งคนงานด้วยเป็นแถว เกือบ 10 คน
ใต้พื้นเพิงโล่ง แต่มีไออุ่นจากกองไฟที่สุมขอนแดงไว้ตลอดเวลาเพื่อกันยุง แถมให้ความอบอุ่นได้ด้วย
พอล้มตัวลงนอน เสียงประหลาดก็เกิดขึ้นกับคนงานที่นอนอยู่ข้าง ๆ เป็นเสียงหายใจเหมือนคนหนาวเหน็บ แล้วก็มีอาการสั่นไปทั้งตัว ผ้าห่มไหวเป็นระลอกคลื่น
..."เขาเป็นไข้ป่า"...เพื่อนผมพูดเบา ๆ
เสียงแห่งความตายอยู่ใกล้ ๆ ข้าง ๆ ตัวผมในคืนแรกในดงดิบป่าทับสะแก
คนงานปางไม้เคราะห์ร้ายคนนั้นสั่นจนได้ที่แล้วก็หยุด แล้วเงียบหลับไปด้วยความอ่อนแรง
..เมื่อทุกคนเงียบผมยังหลับไม่ลง ในป่ามีเสียงสารพัดที่ไม่เคยได้ยิน เนื่องจากเป็นป่าดงดิบชื้น จึงมีพวกที่อยู่ในลำห้วยมากเป็นพิเศษ เสียงที่ดังที่สุดเหมือนเสียงแตรรถที่ใกล้จะเสีย เสียงบี้ ๆ เป็นจังหวะเหมือน ๆ กันเกือบทุกตัว ผิดกันที่โทนที่ต่างกันไป เหมือนมันโต้ตอบกัน
ยิ่งดึกยิ่งอื้ออีงไปทั้งบริเวณป่านั้น
ตื่นเช้ามาได้คำตอบว่ามันเป็นเสียงเขียดป่าชนิดหนึ่ง ที่อยู่ตามใบไม้ ผมก็ไม่เคยเห็นตัวมัน เพราะกลางวันไม่รู้หายไปไหนหมด
...วันต่อ ๆ มาเพื่อนได้พาเข้าป่า ทำท่าว่าจะไปล่าสัตว์กัน ผมมีปืนลูกกด เพื่อนเอาปืนลูกซองของพ่อเป็นปืนประจำกาย
เดินลัดหลบต้นไม้ที่รกทึบไปช้า ๆ ได้เห็นดอกไม้ขนาดมหึมา กว้างสักเมตรหนึ่งโผล่ขึ้นมากจากดิน เป็นสีแดงสวยงาม มองดูไม่เห็นมีลำต้น แต่สวยงามติดตาติดใจถึงทุกวันนี้
ยืนมองดอกไม้ประหลาดอยู่สักครู่ก็ค่อย ๆ ก้าวไปข้างหน้า ที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งมีรอยเล็บสัตว์ลากยาว ไม่รู้ว่าเสือหรือหมีมาฝากรอยลับกรงเล็บไว้
เดินลึกเข้าป่าทึบไปสัก ยี่สิบกว่านาที ท่ามกลางเสียงนกเสียงแมลงต่าง ๆ ผมได้ยินเสียงอะไรบางอย่างบนต้นไม้ใหญ่ พอแหงนมองก็เห็นฝูงค่างกำลังกินลูกไม้ใบไม้อยู่สัก 7-8 ตัว
เป็นค่างเทาหางยาว ขนาดต่าง ๆ กันเล็กบ้างใหญ่บ้าง พอพรานจำเป็นเงยหน้าทำท่าจะประทับปืนเท่านั้น หัวหน้าค่างก็ส่งเสียงร้องแก๊กก๊าก
ทั้งฝูงต่างกระโดดแตกฮืออย่างรวดเร็ว มันสลายตัวออกจากกลุ่ม ไปบนกิ่งไม้สูง
แต่แปลกที่มันไม่ได้หนีแบบวิ่งแนบหายไปไหน
เมื่อกระโดดเสียงตึงตังไปสักครู่มันก็หยุดเกือบทั้งทีม แล้วมองลงมาที่เราสองคน แบบระวังตัวสุด ๆ และช่วงนั้นมันนิ่งอยู่กับที่เงียบ ๆ
พอมองสักประเดี๋ยวมันก็ส่งเสียงบอกกัน แล้วก็กระโดดตึงตัง กิ่งไม้ไหวยวบยาบต่อไป แล้วก็หยุดมองอีก เป็นอย่างนี้หลายครั้ง
ก่อนที่มันจะหายไปทั้งฝูง
...เรื่องนี้พรานที่อยู่ในปางบอกว่าเป็นจุดตายของค่าง ถ้าจะยิงค่างก็ตอนมันมองนี่แหละ หรือไม่งั้นก็ค่อย ๆ ย่องแอบไม่ให้มันเห็นแล้วยิง
...ไม่รู้ว่าค้างที่เป็นมื้อกลางวันวันแรกในป่าโดนยิง เพราะหยุดมอง หรือว่าโดนซุ่มยิง
...คงเป็นแบบหลังมากกว่า เพราะพรานจริง ๆ เขาเงียบกริบ
...ไม่เหมือนพรานวัยรุ่นอย่างเราเป็นแน่
...ในป่าทับสะแกช่วงที่ไปนอน ไม่ได้ยินเสียงไก่ป่าขัน อาจเป็นหน้าฝน
หรือว่ามันโดนล่าจนหมดป่าบริเวณนั้นไปนานแล้ว
...ในป่ามีเสียงประหลาดมากมาย หากคนทั่ว ๆ ถูกปล่อยให้อยู่คนเดียวในป่า หรือหลงป่าคงเป็นโรคประสาทได้ง่าย ๆ เหมือนกัน
บางเสียงเหมือนเสียงคนคุยกัน หรือตะโกนเรียกหากันอยู่ไกล ๆ
คนโบราณจึงคิดว่าเป็นผีป่า จึงต้องอาศัยพลังใจ ด้วยการท่องคาถาอาคม เวลาเข้าป่าต้องมีการแจ้งบอกเจ้าป่าเจ้าเขา
...พรานจริง ๆ ต้องทำพิธีขอสัตว์ต่าง ๆ เพื่อเป็นอาหารก่อนออกล่า
แถมด้วยสินบนว่าหากได้สัตว์ใหญ่จะเอาหัวมาเซ่น
(เป็นที่มาของการเซ่นผีสางเทวดาด้วยหัวหมู ในพิธีต่าง ๆ ตามความเชื่อที่เราเห็น ๆ ในปัจจุบัน)
เป็นกฎแห่งพราน กฎแห่งป่าที่ตอนนั้นผมไม่รู้ครับ
ท่านที่รู้จริงในเว็บนี้เคยเขียนไว้ในหลายกระทู้ ผมก็เพียงได้ยินได้ฟังพรานป่าเล่ามา ก็เพียงนิด ๆ หน่อย ๆ
...เราสองคนไม่ทำให้เกิดเสียงปืนขึ้นเลยสักนัดในป่าทึบ ก็กลับปางไม้มือเปล่า พร้อม ๆ กับร่องรอยโดนกิ่งไม้ขีดข่วน และเสื้อผ้ามอมแมม
กลับถึงปาง แล้วก็ไปอาบน้ำในลำห้วย น้ำห้วยใสและเย็นสบาย เล่นน้ำจนหายอ่อนเพลียจากการท่องป่า แล้วก็ไปเดินดูบริเวณรอบ ๆ อีกครั้ง
พอเดินสบายอารมณ์ไปสักพักก็มีเสียงพ่อเพื่อนดังออกมาจากพุ่มไม้
..."พ่ออยู่ตรงนี้อย่าเข้ามา "....
พอกลับถึงเพิงพักได้สักครู่ จึงได้้คำตอบว่า พ่อเพื่อนกำลังทำธุระส่วนตัวเพลิน ๆ อยู่ในพุ่มไม้นั้น อาจมีเสียงบ้าง แต่ไม่ใช่เสียงแห่งป่าทับสะแกอย่างแน่นอน
เป็นเสียงอะไรนั้น..ให้ท่านคิดเอาเองครับ
**************************************************
ไก่ป่าที่แสนเชื่อง
by ห้วยเหิง on Thu Oct 09, 2008 5:16 am
สาย ๆ เมื่อวานนี้ เพื่อนผมที่เคยรับจ้างปลูกป่าในหลายพื้นที่ภาคเหนือ อยู่ 6-7 ปี มีผลงานหลายหมื่นไร่ได้แวะมาหา
ได้นั่งคุยกันเรื่องการปลูกป่าในแต่ละแห่งโดยเฉพาะป่าแถว อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
เพื่อนบอกว่าในป่าลึก ๆ เข้าไป ยังมีไก่ป่าชุกชุมมาก ตอนเช้า ๆ เสียงไก่ขันแซงแซ่ บางทีเดินสำรวจแนวปลูกป่าจู่ ๆ แม่ไก่ก็บินพรึบพรับ ตกอกตกใจ เพราะมันฟักไข่อยู่แถว ๆ นั้น
ป่าบริเวณนั้นยังไม่ค่อยมีเซียนต่อไก่ ล่าไก่มากนัก
แต่ในแคมป์มีคนงานชาวเขาจากต่างถิ่นคนหนึ่งเลี้ยงไก่ต่อไว้ด้วย หน้าตาก็อย่างที่เห็น ๆ ในเว็ปนี้

ทีนี้เกิดมีปัญหา เพราะว่าคนงานมาจากหลายพื้นที่ บางคนไม่เคยรู้ว่าไก่ต่อมันมีมาดคล้าย ๆ ไก่ป่า
...วันหนึ่งคนงานที่ไม่รู้เรื่องไก่ป่า-ไก่ต่อ ว่าต่างกันตรงไหน กลับจากไปหาหน่อหวายเพื่อนำมาทำอาหาร แบกหน่่อหวายออกจากป่าใกล้ถึงแคมป์มาเจอเจ้าไก่ต่อเข้า
...เกิดความตื่นเต้นว่าทำไมไก่ป่าตัวนี้มันแสนเชื่อง จึงเอาหน่อหวายยาวเหมาะมือฟาดก้านคอเข้าให้
...ผลคือดิ้นตายคาที่
...พอเจ้าของไก่ต่อโชครัายตัวนั้นรู้เข้า ได้รวมพลพาพวกคนงานม้งทั้งหลายมากันเป็นสิบ จะคิดค่าเสียหาย 3,500 บาท
เดือดร้อนเพื่อนผมในฐานะหัวหน้าแคมป์ต้องเข้าไปเจรจาถึงบ้านผู้ใหญ่่บ้าน หมดเหล้าไปหลายขวด กว่าจะตกลงกันได้ที่ราคา 1,500 บาท ถึงกับเมาขาเป๋กลับแค้มป์
...คนงานที่เอาหน่อหวายฟาดคอไก่ต่อเขาตายคงเข็ดไปอีกนาน
****************************************************
ท่องป่าไผ่กาญจนบุรี ถิ่นไก่ป่า
ต่อไปจะเล่า เรื่องป่าไผ่กาญจนบุรี สมัยทำงานได้สองสามปี ประมาณ พ.ศ.2523
เพื่อนร่วมงานผู้นิยมไพรได้ชวนเพื่อน ๆ สมัยที่เขาเรียนด้วยกัน 5-6 คน ไปเดินป่าไผ่เมืองกาญฯ จำได้ไม่หมดว่าอยู่ในเขตไหน และจุดมุ่งหมายที่ต้องเดินเป็นที่ทำการหรือสถานีวิจัยฯอะไรสักอย่างของกรมป่าไม้
ขึ้นรถจาก กทม.ไปลงปากทาง แล้วสะพายเป้คนละใบ พากันเดินลูกเดียวเข้าเขตป่าไผ่ล้วน ๆ ไม่มีการขึ้นเขาเป็นป่าไผ่พื้นที่ราบ มีลำห้วยน้อยใหญ่เป็นช่วง ๆ
ต้องเดินกันประมาณ 12 กิโลเมตร
กว่าจะถึงจุดหมายก็เริ่มมืด มองรอบ ๆ บริเวณไม่ชัดเจน
เดินจนชักขาตึง ๆ น่องปวด ๆ ก็ถึงที่พักวันแรก
เป็นสถานที่ราชการในป่าของกรมป่าไม้ ชื่อว่าอะไรจำไม่ได้จริง ๆ
ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่ 2 คน ทำการกางเต็นท์ ก็ได้รับการตอบรับด้วยหน้ายิ้มแย้ม
พวกเขากำลังนั่งล้อมกองไฟ
และกำลังจะย่างนกอะไรสักอย่างไม่เห็นขนและหน้าตาว่าเป็นอย่างไร นกตัวนั้นถูกถอนขนตัดหัวตัดแข้่งออกไปแล้ว
จำได้ว่าเขาไม่ได้ผ่าท้องเอาเครื่องในออก ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด
แล้วก็เอาไม้ไผ่คีบหนีบไว้ ทำขาหยั่งเอานกขนาดเท่านวมนักมวย ซึ่งไม่ใช่นกเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ไก่รุ่นเลยทีีเดียว
เป็นอาหารมื้อเย็นของพวกเขาละครับ
..."เดี๋ยวมากินด้วยกัน"...เจ้าถิ่นใจดีพูดพลางผลิกนกที่ไม่ได้ผ่าท้องไปมา
พวกเรานักเดินป่าวัยหนุ่ม ๖ คน กางเต็นท์ 3 หลัง
ของผมเป็นเต็นท์์ทหาร ที่ซื้อมาจากหลังกระทรวงฯ
เมื่อทำที่ทางเสร็จแล้ว
ต่างเตรียมตัวไปอาบน้ำในลำห้วยใกล้ ๆ สถานีฯ
ต้องเอาไฟฉายส่องค่อย ๆ เดินไปตามทาง ที่พื้นหญ้าโกร๋นเหมือนทางเดินของพวกหนู พวกพังพอน
คงเป็นที่ ๆ เจ้าหน้าที่เดินไปเดินมาบ่อย ๆ
พอไปถึงลำห้วยก็เห็นว่าพวกเจ้าถิ่นเขาทำที่ทางสำหรับอาบน้ำอาบท่าไว้อย่างดี
มีการสร้างแอ่งใกล้ ๆ ฝั่งให้ลึกพอนั่งแล้วน้ำอยู่ประมาณคอ
เราก็พากันอาบน้ำล้างผมเผ้าที่มีแต่ฝุ่นจากการเดินป่ามาค่อนวัน เป็นการอาบน้ำที่สดชื่นที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว
มันเย็นแบบพิเศษ เมื่อลองชิมดูรู้สึกมันคล้าย ๆ รสชาติของน้ำดื่มตราสิงห์ คือมีรส ไม่จืดชืด
นับว่าไม่เสียชื่อกรมป่าไม้ ที่เลือกสถานที่ได้เยี่ยมยอดจริง ๆ
ที่อยู่ในป่ามักต้องอาศัยน้ำ ลำห้วยใส ๆ จึงเป็นที่ ๆ เหมาะที่สุด แต่ต้องให้อยู่ที่เนิน เผื่อน้ำป่ามาจะได้ไม่เปียกปอน หรือถูกน้ำพัดไปหัวร้างข้างแตก
บริเวณป่าไผ่คืนแรกไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น พอกินอาหารมื้อเย็นร่วมกับเจ้าหน้าที่แล้ว โดยเรามีของแห้ง เครื่องกระป๋อง ก็เอามาแบ่งปันกัน
เห็นว่าเจ้าถิ่นชอบปลากระป๋อง ทั้ง ๆ ที่พวกเราเบื่อ หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากแตะต้อง
ผมแอบฉีกเนื้อนกยักษ์ตัวนั้นกินหลายชิ้น พบว่าหอมมาก รสชาติดี ไม่ต้องมีเครื่องปรุง
เมื่อคุยโม้โต้ประสพการณ์เดินป่าจนเพื่อนผมคงเมื่อยปาก ที่เผลอไปคุยให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ฟัง คงเข้าทำนองเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนนั่นแหละ
แต่ชาวป่าจำเป็นสองคนนั้นก็รับฟังด้วยดี ไม่มีขัดคอ
คงเหงาเหมือนกันที่ปล่อยให้มาเฝ้าป่าอยู่อย่างนี้ มีแต่วิทยุเป็นเพื่อน
เขาบอกอย่างนั้น
สักสามทุ่มครึ่งผมก็เข้าเต็นท์นอนก่อน เนื่องจากไม่ใช่นักเดินป่าอย่างเพื่อน ๆ
หลับสนิทเลยครับ คืนแรกรู้สึกอุ่นใจที่มีคนอยู่บริเวณนี้มานานคงไม่มีสัตว์ร้ายอะไร
ช่วงเช้ามืด ใกล้สว่างได้ยินเสียงไก่ป่าขันในระยะที่ห่างออกไป
เป็นเสียงร้องส่งกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตัวนี้ขัน ตัวต่อไปขัน แล้วก็ตัวต่อไปขัน...แล้วก็วนไปเป็นเหมือนนัดกันว่า พวกเรามาร้องเพลงกัน
บริเวณสถานีฯเจ้าหน้าที่เขาก็ทำให้พื้นที่รอบ ๆ โล่งเตียนสักสามไร่เห็นจะได้
คงเอาไว้เป็นแนวกันไฟป่าด้วย
เมื่อตื่นขึ้นมาจึงเห็นว่า ไกลออกไปจากที่เรากางเต็นท์สัก 30 เมตร มีเสาธงด้วย
แต่วันนั้นเป็นวันเสาร์ จึงไม่มีธงชาติบนยอดเสา
แล้วก็ถึงเวลาเดินรอบ ๆ บริเวณสถานีฯในตอนเช้า เป็นการเดินเที่ยวป่ารับอรุณ
เพื่อนผมเดินไปที่พุ่มไม้ข้าง ๆ อาคารสถานีฯไปยืนทำธุระส่วนตัวสักครู่ก็เดินออกมาหาผม แล้วบอกว่า
"เฮ้ย ไปดูซิผมเจอขนนกอะไรไม่รู้อยู่ตรงพุ่มไม้"...
ผมเดินไปดูพบว่าขนนกที่ว่าเป็นสีดำบ้าง แดงบ้าง ส้มบ้าง ขาวก็มีนิดหน่อย
เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงเห็นว่าสีส้ม ๆ เหลือบ ๆ นั่นมันคือขนสร้อยไก่ป่า
...คงเป็นขนนกยักษ์ เมื่อค่ำวานนี้แหง ๆ
เป็นอันว่ามื้อแรกในป่าไผ่ ผมได้รับประทานไก่ป่าของแท้ไปเรียบร้อยแล้ว
ก็อร่อยดีครับ
...จากนั้นเราก็รื้อเต็นท์ เดินลุยไปในอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อให้เป็นวิถีโค้งออกไปสู่ทางเข้าบนถนนใหญ่
...ไกลกว่าเมื่อวานนะ เพื่อนนักนิยมไพรแจ้งล่วงหน้า ว่าคืนต่อไปต้องนอนป่าไผ่ แบบเพียว ๆ ไม่มีตัวช่วย
...ผมก็บอกว่าเอาไงเอากัน ดูซิว่ามันจะแค่ไหนเชียว
เพื่อนร่วมงานผู้นิยมไพรได้ชวนเพื่อน ๆ สมัยที่เขาเรียนด้วยกัน 5-6 คน ไปเดินป่าไผ่เมืองกาญฯ จำได้ไม่หมดว่าอยู่ในเขตไหน และจุดมุ่งหมายที่ต้องเดินเป็นที่ทำการหรือสถานีวิจัยฯอะไรสักอย่างของกรมป่าไม้
ขึ้นรถจาก กทม.ไปลงปากทาง แล้วสะพายเป้คนละใบ พากันเดินลูกเดียวเข้าเขตป่าไผ่ล้วน ๆ ไม่มีการขึ้นเขาเป็นป่าไผ่พื้นที่ราบ มีลำห้วยน้อยใหญ่เป็นช่วง ๆ
ต้องเดินกันประมาณ 12 กิโลเมตร
กว่าจะถึงจุดหมายก็เริ่มมืด มองรอบ ๆ บริเวณไม่ชัดเจน
เดินจนชักขาตึง ๆ น่องปวด ๆ ก็ถึงที่พักวันแรก
เป็นสถานที่ราชการในป่าของกรมป่าไม้ ชื่อว่าอะไรจำไม่ได้จริง ๆ
ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ที่เฝ้าอยู่ 2 คน ทำการกางเต็นท์ ก็ได้รับการตอบรับด้วยหน้ายิ้มแย้ม
พวกเขากำลังนั่งล้อมกองไฟ
และกำลังจะย่างนกอะไรสักอย่างไม่เห็นขนและหน้าตาว่าเป็นอย่างไร นกตัวนั้นถูกถอนขนตัดหัวตัดแข้่งออกไปแล้ว
จำได้ว่าเขาไม่ได้ผ่าท้องเอาเครื่องในออก ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด
แล้วก็เอาไม้ไผ่คีบหนีบไว้ ทำขาหยั่งเอานกขนาดเท่านวมนักมวย ซึ่งไม่ใช่นกเล็ก ๆ ใกล้ ๆ ไก่รุ่นเลยทีีเดียว
เป็นอาหารมื้อเย็นของพวกเขาละครับ
..."เดี๋ยวมากินด้วยกัน"...เจ้าถิ่นใจดีพูดพลางผลิกนกที่ไม่ได้ผ่าท้องไปมา
พวกเรานักเดินป่าวัยหนุ่ม ๖ คน กางเต็นท์ 3 หลัง
ของผมเป็นเต็นท์์ทหาร ที่ซื้อมาจากหลังกระทรวงฯ
เมื่อทำที่ทางเสร็จแล้ว
ต่างเตรียมตัวไปอาบน้ำในลำห้วยใกล้ ๆ สถานีฯ
ต้องเอาไฟฉายส่องค่อย ๆ เดินไปตามทาง ที่พื้นหญ้าโกร๋นเหมือนทางเดินของพวกหนู พวกพังพอน
คงเป็นที่ ๆ เจ้าหน้าที่เดินไปเดินมาบ่อย ๆ
พอไปถึงลำห้วยก็เห็นว่าพวกเจ้าถิ่นเขาทำที่ทางสำหรับอาบน้ำอาบท่าไว้อย่างดี
มีการสร้างแอ่งใกล้ ๆ ฝั่งให้ลึกพอนั่งแล้วน้ำอยู่ประมาณคอ
เราก็พากันอาบน้ำล้างผมเผ้าที่มีแต่ฝุ่นจากการเดินป่ามาค่อนวัน เป็นการอาบน้ำที่สดชื่นที่สุดในรอบหลายปีเลยทีเดียว
มันเย็นแบบพิเศษ เมื่อลองชิมดูรู้สึกมันคล้าย ๆ รสชาติของน้ำดื่มตราสิงห์ คือมีรส ไม่จืดชืด
นับว่าไม่เสียชื่อกรมป่าไม้ ที่เลือกสถานที่ได้เยี่ยมยอดจริง ๆ
ที่อยู่ในป่ามักต้องอาศัยน้ำ ลำห้วยใส ๆ จึงเป็นที่ ๆ เหมาะที่สุด แต่ต้องให้อยู่ที่เนิน เผื่อน้ำป่ามาจะได้ไม่เปียกปอน หรือถูกน้ำพัดไปหัวร้างข้างแตก
บริเวณป่าไผ่คืนแรกไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น พอกินอาหารมื้อเย็นร่วมกับเจ้าหน้าที่แล้ว โดยเรามีของแห้ง เครื่องกระป๋อง ก็เอามาแบ่งปันกัน
เห็นว่าเจ้าถิ่นชอบปลากระป๋อง ทั้ง ๆ ที่พวกเราเบื่อ หากไม่จำเป็นก็ไม่อยากแตะต้อง
ผมแอบฉีกเนื้อนกยักษ์ตัวนั้นกินหลายชิ้น พบว่าหอมมาก รสชาติดี ไม่ต้องมีเครื่องปรุง
เมื่อคุยโม้โต้ประสพการณ์เดินป่าจนเพื่อนผมคงเมื่อยปาก ที่เผลอไปคุยให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ฟัง คงเข้าทำนองเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนนั่นแหละ
แต่ชาวป่าจำเป็นสองคนนั้นก็รับฟังด้วยดี ไม่มีขัดคอ
คงเหงาเหมือนกันที่ปล่อยให้มาเฝ้าป่าอยู่อย่างนี้ มีแต่วิทยุเป็นเพื่อน
เขาบอกอย่างนั้น
สักสามทุ่มครึ่งผมก็เข้าเต็นท์นอนก่อน เนื่องจากไม่ใช่นักเดินป่าอย่างเพื่อน ๆ
หลับสนิทเลยครับ คืนแรกรู้สึกอุ่นใจที่มีคนอยู่บริเวณนี้มานานคงไม่มีสัตว์ร้ายอะไร
ช่วงเช้ามืด ใกล้สว่างได้ยินเสียงไก่ป่าขันในระยะที่ห่างออกไป
เป็นเสียงร้องส่งกันเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตัวนี้ขัน ตัวต่อไปขัน แล้วก็ตัวต่อไปขัน...แล้วก็วนไปเป็นเหมือนนัดกันว่า พวกเรามาร้องเพลงกัน
บริเวณสถานีฯเจ้าหน้าที่เขาก็ทำให้พื้นที่รอบ ๆ โล่งเตียนสักสามไร่เห็นจะได้
คงเอาไว้เป็นแนวกันไฟป่าด้วย
เมื่อตื่นขึ้นมาจึงเห็นว่า ไกลออกไปจากที่เรากางเต็นท์สัก 30 เมตร มีเสาธงด้วย
แต่วันนั้นเป็นวันเสาร์ จึงไม่มีธงชาติบนยอดเสา
แล้วก็ถึงเวลาเดินรอบ ๆ บริเวณสถานีฯในตอนเช้า เป็นการเดินเที่ยวป่ารับอรุณ
เพื่อนผมเดินไปที่พุ่มไม้ข้าง ๆ อาคารสถานีฯไปยืนทำธุระส่วนตัวสักครู่ก็เดินออกมาหาผม แล้วบอกว่า
"เฮ้ย ไปดูซิผมเจอขนนกอะไรไม่รู้อยู่ตรงพุ่มไม้"...
ผมเดินไปดูพบว่าขนนกที่ว่าเป็นสีดำบ้าง แดงบ้าง ส้มบ้าง ขาวก็มีนิดหน่อย
เมื่อเข้าไปดูใกล้ ๆ จึงเห็นว่าสีส้ม ๆ เหลือบ ๆ นั่นมันคือขนสร้อยไก่ป่า
...คงเป็นขนนกยักษ์ เมื่อค่ำวานนี้แหง ๆ
เป็นอันว่ามื้อแรกในป่าไผ่ ผมได้รับประทานไก่ป่าของแท้ไปเรียบร้อยแล้ว
ก็อร่อยดีครับ
...จากนั้นเราก็รื้อเต็นท์ เดินลุยไปในอีกเส้นทางหนึ่ง เพื่อให้เป็นวิถีโค้งออกไปสู่ทางเข้าบนถนนใหญ่
...ไกลกว่าเมื่อวานนะ เพื่อนนักนิยมไพรแจ้งล่วงหน้า ว่าคืนต่อไปต้องนอนป่าไผ่ แบบเพียว ๆ ไม่มีตัวช่วย
...ผมก็บอกว่าเอาไงเอากัน ดูซิว่ามันจะแค่ไหนเชียว
เรื่องป่าไผ่กาญจนบุรี(อวสาน)
by ห้วยเหิง on Sun Oct 19, 2008 9:40 am
ผจญผีป่าแห่งลำห้วยนิรนาม
หลังจากเก็บข้าวของแพ็คลงเป้ เอาเต็นท์ทหารม้วน ๆ แล้วคาดด้วยสายรัดด้านล่างสุดของเป้แล้ว ก็ขอน้ำดื่มจากเจ้าหน้าที่เติมเต็มกระติก
เป็นกระติกอะลููมิเนี่ยม มีปลอกผ้าใบอย่างหนาสีเขียว ปั๊มอักษร US ARMY
เป็นของทหารอเมริกันสมัยสงครามเวียตนาม
มีขายที่หลังกระทรวงฯ
ไม่รู้ว่าตอนนี้ยังมีอยู่หรือเปล่า
สัมภาระที่จำเป็นในเป้อีกอย่างก็คือยากันยุงแบบทาผิว ของหทารอีกเช่นเคย
มอง ๆ แล้วเหมือนทหารไปฝึกเดินป่า ผิดกันที่กางเกงเป็นบลูยีน เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบ
นักศึกษาสมัยนั้นนิยมชมชอบกันแบบนี้ พวกเราเรียนจบมาไม่นาน ยังติดนิสัยเดิม ๆ
...เมื่อร่ำลาเจ้าหน้าที่ 2 คน เรียบร้อยแล้ว หัวหน้าทีมเพื่อนร่วมงานผมก็ทำท่าแข็งแรง
หากเป็นอย่างที่คุณเจบอกเรื่องเพชรพระอุมาก็คงอยากจะเป็นพระเอกอย่างระพินทร์ ไพรวัลย์
แต่ขอโทษที มาดมันไม่ให้เลยจริง ๆ ผับผ่าเถอะ
ลองคิดถึงร่างคุณบรรหาร แห่งสุพรรณบุรี ตอนอายุสัก 24-25 กับรูปหน้าที่ละม้ายล้อต๊อกตอนหนุ่ม ๆ
ใส่แว่นสายตาสั้นหนาเตอะ พร้อมกับฟันหน้าแบบพิเศษ เกือบ ๆ จะโผล่พ้นริมฝีปากบนสองซี่ด้วยแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นระพินทร์ ไพรวัลย์ไปได้เลย
แม้มีร่างไม่ค่อยเก๋นัก แต่ทำงานเก่ง สมองไว เวลามันคุยโทรศัพย์มือไม้จะไม่อยู่กับที่ มันจะเอานิ้วเคาะโต๊ะก๊อก ๆ ๆ ๆ เหมือนส่งรหัสมอสโค๊ตไปด้วย สงสัยคงเป็นมาดของเด็กไฮเปอร์
...แต่เรื่องเพื่อนฝูงมันมีชุกชุม หลายหน้าหลายตา เดี๋ยวไปป่ากับกลุ่มโน้นกลุ่มนี้
“วันนี้คงต้องนอนในป่าไผ่ที่ไหนสักแห่ง เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ไปดูเอาข้างหน้า..รับรองไม่มีหลง เป็นทางเดินของชาวบ้าน มีร่องรอยเป็นแนวตามพื้นป่าไปตลอด เราเคยมาเมื่อเรียนปีหนึ่ง”
…ล้อต๊อกผสมบรรหารชี้แจ้งให้พวกเราฟัง
ต้นไผ่ในป่านี้เป็นกอใหญ่ ๆ ด้านบนจะแอนไปทางเดียวกัน ทิ้งปลายลง ปล่อยให้ตรงกลาง ๆ โล่งเหมือนถ้ำ
เป็นถ้ำต้นไผ่มองไปเป็นกลุ่ม ๆ แปลก ๆ
เดินเป็นวิถีโค้งไปสักสองชั่วโมงก็ถึงลำห้วย ท่านหัวหน้าคิดปุบปับมาเดี๋ยวนั้นว่า
.."เราเดินตามลำห้วยไปหาที่พักกันดีกว่า รับรองว่าไม่หลง เดี๋ยวขาออกเราก็ย้อนมาหาทางออกที่จุดนี้"...
ระพินทร์ หุ่นบรรหารผสมล้อต๊อกเน้นย้ำไม่ให้ตื่นกลัว
ขณะนั้นเป็นต้นหน้าหนาว ไม่มีฝนตก พื้นป่าชักจะเริ่มแห้ง แต่หญ้าบางส่วนยังเขียว ๆ อยู่
..ไปก็ไป
เป็นการเดินตามลำห้วยที่มีน้ำตื้น ๆ ไปเรื่อย ๆ บางทีก็ต้องปีนตลิ่งช่วงที่ลำห้วยเลาะผ่านเนินสูง สักครึ่งชั่วโมงก็พบชัยภูมิที่เหมาะเหม็ง
เป็นช่วงที่ลำห้วยตีโค้งซ้าย ตลิ่งด้านขวาตรงมุมโค้งสูงสักสองสามเมตร มีรากไม้รากไผ่โผล่ตามแนวสวยงามคล้ายภาพเขียนที่ไหนสักแห่ง
ด้านซ้ายของฝั่งห้วยเป็นเนินลาดขึ้น พื้นไม่รก คล้าย ๆ สนามหญ้า ที่มีป่าไผ่ปกคลุม ทำให้บ่ายวันนั้นแดดส่องถึงพื้นดิน ที่เต็มไปด้วยใบไผ่แห้งได้ไม่มากนัก
มีลมเย็น ๆ พัดตลอดเวลา
…“เรานอนตรงนี้กันเลยนะ”...ท่านหัวหน้าพรรคว่างั้น
ก็เอาเป้ลงจากหลัง นั่งพักดูบรรยากาศรอบ ๆ สักครู่
ก็ลงมือกางเต็นท์
ผมเอามีดพกไปตัดยอดไผ่มาทำเป็นไม้กวาด ปัดเอาใบไผ่แห้งออกไปบ้าง
แล้วก่อกองไฟขึ้นเพื่อไล่ยุง
...ยังไม่มีใครลงอาบน้ำ ต่างพากันถอดรองเท้าผ้าใบที่เปียกโชกออกผึ่งแดดที่สาดลงมาตามช่องก่อไผ่
บางคนใจร้อนถึงกับเอารองเท้ามาย่างไฟ ไอน้ำกลุ่นทีเดียวแหละ
ผมเลือกที่จะเดินเท้าเปล่าในลำห้วยที่มีแอ่งเล็ก ๆ ประปรายใกล้ ๆ ตลิ่ง
เดินไปสักประเดี๋ยวก็เจอปลาช่อนประหลาด หัวมันโต แต่ร่างกายมันผอม
ผมรีบกลับไปเอาเบ็ดที่ไม่มีคันออกมจากช่องเก็บข้าง ๆ เป้ ไม่มีใครรู้ว่าผมมีเบ็ดมาด้วย
เอาเนื้อแดดเดียวที่เตรียมมาเป็นสะเบียงเกี่ยวเบ็ดแล้วรีบเดินย่องไปที่แอ่งปลาช่อนประหลาดนั้น ...เอาเบ็ดหย่อนลงไปประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นปลาโชคร้ายมันเข้ามากินเหยื่อทันที ผมรีบดึงสายเบ็ด ไอ้ช่อนหัวโตติดเบ็ดดิ้นกระแด่ว ๆ
ด้วยความตื่นเต้นรีบกระโจนข้ามห้วย น้ำกระจายกลับไปที่เต็นท์เอาผลงานการล่าไปโชว์เพื่อน ๆ
แล้วก็เอามีดพกอันเดิมผ่าท้องมัน เอากิ่งไผ่เสียบปาก แล้วปิ้งไฟกันสด ๆ โดยไม่ได้ขอดเอาเกร็ดออก
หวังสร้างบรรยากาศเป็นการผจญภัยในป่า ทำนองนั้น
...มื้อเที่ยงกลางป่าไผ่ริมห้วยในวันที่สอง ปลาช่อนหัวโตตัวลีบยาวประมาณ 6 นิ้ว ก็กลายเป็นหนึ่งในเมนูอาหารจานเด็ดของทุก ๆ คน
มารู้ทีหลังจากปากพนักงานส่งเอกสารในที่ทำงาน ว่าไม่ใช่ปลาช่อนพิการ แต่มันคือปลาก้าง หรือปลากั้งอะไรนี่แหละ
...กินเข้าไปได้ไง ปลาที่ไม่รู้จัก บางชนิดบางตัวมันมีพิษ ผู้ชำนาญการเรื่องล่าปลาทำหน้าตกใจ
ดีนะที่คราวนั้นไม่มีข่าวหน้าหนึ่งว่ามีนักเดินป่า 6 คน นอนขึ้นอืดอยู่ริมห้วยในป่าไผ่
คงเป็นความแข็งแรง ในวัยหนุ่ม อายุ 23-25 กำลังแกร่งแข็งไปทั้งร่างจึงไม่รู้สึกผิดปกติอะไร
...เย็นแล้วก็พากันลงอาบน้ำได้เล่นน้ำห้วยอย่างครื้นเครง สังเกตว่าปลา ในลำห้วยที่เราไม่รู้จักชื่อนี้ มันเชื่อง ขนาดลงไปเดินท่องน้ำก็ยังว่ายไปมาเป็นฝูง
...หลังจากคุยกันรอบกองไฟไปเรื่อย ๆ ก็ตกลงกันว่าคืนนี้เรานอนในที่เปลี่ยว ไม่มีเจ้าถิ่นคอยคุ้มกัน เราควรจะต้องมีเวรยาม แบ่งเป็น 3 ผลัด
ตั้งแต่สามทุ่มถึงเที่ยงคืนเป็นผลัดแรก
เที่ยงคืนถึงตีสามเป็นผลัดที่สอง
และผลัดสุดท้ายตีสามถึงสว่าง ผลัดละ 2 คน
ด้วยความที่ผมมักนอนก่อนเพื่อนจึงมุดเข้าเต็นท์ก่อนที่จะมีการวางยาม
และอาสาเป็นยามผลัดสุดท้ายกับท่านหัวหน้าพรรค ที่นอนเต็นท์เดียวกับผม
...การนอนในป่าก็ต้องนอนกับพื้นดิน เพียงปรับให้มันเรียบ ๆ หน่อย ปูผ้าใบกันชื้นแล้วก็นอนได้
ผมหลับไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้
รู้แต่ว่าในป่าคืนที่สองมันเงียบ ไม่มีเสียงแมลงมากนัก มีเพียงเสียงต้นไผ่เสียดสีกันเมื่อลมพัดแรงบางจังหวะ
ท่ามกลางความเงียบไม่ทราบว่ากี่โมงกี่ยามแล้ว ท่านหัวหน้าก็เข้ามานอนข้าง ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้
ผมสะดุ้งตื่นมากลางดึก เมื่อได้ยินเสียงประหลาดจากพื้นดิน จากการนอนเอาหูแนบพื้น เป็นเสียงแก๊ด ๆ ๆ ๆ กร๊วบ ๆ กรั๊บ ๆ เหมือนใครเคี้ยวอะไรสักอย่าง บางทีก็สวบ ๆ สาบ ๆ มีแรงสะเทือนจากใต้ดินให้รู้สึกได้
ตอนนั้นหากนอนคนเดียวในป่านี้คงประสาทรับประทานไปเรียบร้อยแล้ว แต่นี่มีท่านหัวหน้าอยู่ด้วยแถมมียามที่กองไฟอีก 2 คน คอยระแวดระวังให้ จึงทำใจดีสู้ผี ข่มตาให้หลับต่อ
หลับไปนานอากาศเริ่มเย็นลงจนหนาว ต้องนอนนิ่ง ๆ ไม่เอาหูแนบพื้น ไม่อยากรับรู้เสียงประหลาดที่ว่า
แล้วก็มีคนมาเขย่าขา
...ตื่น ๆ ถึงเวรคุณอยู่ยามแล้ว ตามสัญญาผมหยิบไฟฉายออกจากเต็นท์
แต่ท่านหัวหน้าไม่ยอมตื่น
มันทำฟันยื่นหลับต่อไป
...เอาวะอยู่คนเดียวก็ได้
ผมออกไปนั้งข้างกองไฟคนเดียวตอนตีีสาม เต็นท์นักเดินป่ามือสมัครเล่นเรียงรายอยู่ใกล้ ๆ มันเงียบมากไม่เสียงสัตว์อะไรนอกจากเสียงลม เสียงใบไผ่ซู่ ๆ เป็นบางครั้ง
แปลกใจทำไมป่านี้มันเงียบจัง หรือว่าแมลงต่าง ๆ มันจะหยุดพักร้อนเหมือนพวกเราที่ได้หยุดยาว 4 วัน ในทริปนี้
นั่งผิงไฟอยู่คนเดียวไม่มีอะไรทำก็ส่องไฟฉายไปมาเป็นระยะ ๆ เพื่อปลอบใจตัวเองไม่ให้มีความกลัวมากนัก แต่ใจก็หวั่น ๆ เสียงกร๊อบ ๆ สวบ ๆ สาบ ๆ กลัวว่าจะมีตัวประหลาดพรวดพราดมางับคอข้างหลัง
ผมขนลุกซู่ ความรู้สึกกลัววื๊บบบ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เหมือนในหัวมีไฟช็อต ซู่ซ่า ๆ บอกไม่ถูก
….หันหลังไปมองบ้างด้วยความหวาดระแวง
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วโมง
ตาคุ้นความมืดสลัวในป่าไผ่แห่งลำห้วยนิรนามแล้ว มองไปทางไหนรอบ ๆ ตัวมีแต่เงากอไผ่เป็นกลุ่ม ๆ เหมือนฝูงสัตว์ยักษ์หลังงองุ้มจ้องมองมา
ต้องข่มใจคิดไปในทางที่ดี เออ...ดูมันก็สวยไปอีกแบบ มีช่องมีโพรงเหมือนถ้ำดูคุ้นตาขึ้นเรื่อย ๆ
สักพัก รู้สึกเหมือนมันสว่างมากขึ้น คงเป็นแสงเดือนยามดึกใกล้สว่างสาดส่องลงมา
ประมาณตีห้ากว่า ๆ มีเสียงไก่ป่าขัน ครั้งนี้มีเสียงตีปีกเพิ่มมาอีกอย่าง เสียงดังใกล้กว่าคืนแรก แต่ท่วงทำนองคล้าย ๆ กัน เพลงไก่ป่ากลับมาอีกแล้ว
...เป็นนาฬิกาปลุกให้นกอื่น ๆ ร่วมกันส่งเสียงร้องไปด้วย ไม่มีความเงียบอีกต่อไป ผมตาสว่างนั่งผิงไฟสบายอารมณ์
ขณะกำลังเขี่ยไฟเล่นเพลิน ๆ ที่ป่าไผ่ไม่ไกลออกไปนักมีสัตว์ชนิดหนึ่ง คล้าย ๆ หนูวิ่งไล่กันไปมา มันดูตัวใหญ่กว่าหนูมาก เกือบ ๆ เท่าลูกหมูหัน สีแปลก ๆ คล้ายซากหมูลวกน้ำร้อนแล้วขูดเอาขนออก
ใช่แล้วมันไม่มีขนครับ
แล้วมันก็หายไปที่ใต้ก่อไผ่
…หรือว่าเป็นหนูผี ที่มาหลอกหลอนตอนใกล้ฟ้าสาง
…ผมก็คิดไปเรื่อยเปื่อย…เก็บความสงสัยไว้เงียบ ๆ
สว่างมากแล้วไม่มีใครตื่น
ผมก็เลยหนีไปเดินดูลำห้วยยามเช้าตามลำพัง
สายน้ำในลำห้วยตอนเช้า ๆ มีไอน้ำหรือหมอกลอยเรื่อ ๆ ผิวน้ำทีกระเพือมพริ้วระริก
มองไปที่ใบไผ่มีน้ำค้างเกาะเป็นตุ่ม ๆ เม็ด ๆ
ไม่นานเหล่าน้ำค้างทอประกายระยิบระยับ เมื่อต้องแสงแดดยามเช้าที่เริ่มสาดส่องลงมา
สวยงามตื่นตาตื่นใจ รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับว่าร่างกายมีความเข้มแข็งมากขึ้นในทันที
...เป็นพลังจักรวาลที่สัมผัสได้จริง ๆ ไม่ได้โม้
…“เฮ้ยขอโทษนะ ผมไม่ได้ออกมาอยู่ยามด้วย”… ท่านหัวหน้าคาบแปรงสีฟันเดินมาพูดเสียงแปลก ๆ
ไม่เป็นไร คุณคงเหนื่อยมั้ง ผมว่างั้น เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจที่ท่านอุตส่าห์ชวนมาเที่ยว ...เมื่อท่านหัวหน้าพรรคล้างหน้าล้างตาที่ริมห้วยเสร็จแล้ว ก็เดินมาคุยกับผมบอกว่า
วันนี้เราต้องออกไปถึงที่ถนนใหญ่ก่อนบ่ายโมงนะ เดี๋ยวไม่มีรถเข้าเมือง
เมื่อกลับมาที่บริเวณเต็นท์ เพื่อนผมเรียกให้คนอื่น ๆ รีบตื่น เก็บสัมภาระ รื้อเต็นท์
กินมื้อเช้าง่าย ๆ สไตล์คนเดินป่า
แล้วก็เตรียมตัวกลับทางเดิม
คราวนี้ไม่เห็นมีใครอยากลุยน้ำ พากันเลาะห้วยที่ไม่มีใครรู้จักชื่อไปสู่ทางเท้าชาวบ้าน เพื่อจะออกไปสู่ถนนใหญ่ให้ทันเวลา
ขณะที่เดินผ่านกอไผ่กอหนึ่งผมสังเกตเห็นมีรูสัตว์อะไรสักอย่างมีขุยดินพูนขึ้นมาด้วย
เมื่อมองไปรอบ ๆ บริเวณนั้นก็มีรูทำนองเดียวกันอีกสองสามรู ผมไม่ได้บอกใคร เพราะพวกเขาเดินเลยไปแล้ว
คล้อยจากบริเวณสารพัดรูสักอึดใจเดียว มีเสียงบางอย่างดังอยู่ด้านหลัง ผมหันไปมอง เห็นเป็นหนูยักษ์ ตัวเท่าหมูหัน แต่มันป้อม ๆ หลังโค้ง ๆ ไม่มีขน ดูผิวออกชมพู ๆ
มาดมันดูลึกลับเหมือน YODA มนุษย์ต่างดาว หัวหน้ายานในหนังเรื่องสตาร์วอร์ ผิดกันที่ตามันเล็กมาก มันวิ่งไล่กันเหมือนเหมือนตอนเช้ามืด
...ความสงสัยอันนี้ได้ถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เมื่อนิตยสารฉบับหนึ่งไปซุ่มทำวิจัยในป่าไผ่ในบริเวณป่าลักษณะใกล้เคียงที่พวกผมไปเที่ยวครั่งกระโน้น ...เจ้าผีป่าที่มันส่งเสียงประหลาดกลางดึกคืนที่สองของการท่องป่าไผ่เมืองกาญฯครั้งนั้นมัน คือ " ไอ้ตัวอ้นยักษ์ "
...จากประสพการณ์อึมครึมแกมตื่นเต้นครั้งนั้น ทำให้ตอนนี้ที่บ้านผมมีอ้นยักษ์ตามมาอยู่ด้วยตัวหนึ่ง
ไอ้อ้นตัวนี้มันไม่กินหน่อไม้ ไม่ได้อยู่ในรู แต่ประหลาดยิ่งกว่าอ้นยักษ์ในป่าไผ่เมืองกาญฯ
...มันชอบเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ออนไลน์ครับ บางทีไม่หลับไม่นอนถึงเช้าก็เคย
ตอนนี้อยู่ชั้น ม.4 แล้วครับ
หนุ่มน้อย(จริง ๆ)...จากห้วยเหิง
*************************************************
by ห้วยเหิง on Thu Oct 30, 2008 12:09 am
พบไก่ฟ้า
ไก่ป่าหลายร้อยตัวริมฝั่งแม่น้ำในป่าทึบ
ทหารพรานตามล่าข้าศึกหลังจากประทะกันบนเชิงเขา
"ทิ้งร่องรอยความเสียหาย รอยเลือดเป็นหย่อม ๆ แต่ไม่พบศพข้าศึก แสดงว่าข้าศึกมีวินัยมาก"
วิทยุที่รับฟังข่าวรายงานด่วนทำให้หน่วยบังคับบัญชาในค่ายฯดีใจ
"หน่วยนี้เก่ง โดยเฉพาะทหารพรานตัวเล็ก ๆ จาก อ.เชียงม่วน เขาชื่ออะไรนะ ?"
อ้อ...ไซ ชื่อไซครับท่าน พนักงานวิทยุตอบ
ก่อนจะบอกว่าอีกไม่กี่วันเขาจะลงมาพัก และมาช่วยพวกผมที่นี่ เขาชอบวิทยุสื่อสารครับท่าน
"ดี"
...........สามเดือนต่อมา
ท่ามกลางการแวดล้อมของญาติมิตรจากหมู่บ้าน "ไซ" เล่าว่า
"ผมตามข้าศึกเข้าป่าลึกมากจนพลัดหลงกับเพื่อน ๆ เกือบสามชั่วโมง ก่อนที่จะสามารถติดต่อวิทยุกันได้อีกครั้งเมื่อขึ้นเนินสูง ๆ
ช่วงที่พยามยามค้นหาทางออกนั้น ผมเดินผ่านเข้าไปในเขตป่าที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ต้นไม้ไม่หนาทึบ แต่สูง พื้นกลับเป็นสนามหญ้า มีหมอกหนาแน่นเป็นบางช่วง
พอเดินผ่านป่านั้นไปก็เห็นแม่น้ำขวางอยู่
ผมเดินเลียบฝั่งไปเรื่อย ๆ
สักพักใหญ่ ๆ ก็พบกับฝูงไก่ฟ้าหลายชนิด นกยูงบินว่อน บางตัวกำลังรำแพนอยู่ที่สนามหญ้า
มีพญาลอ ด้วย สวยงามมาก
ไก่ป่าก็มีเป็นร้อย ๆ ตัว ตัวผู้สวย ๆ ขันโต้กัน ไม่เห็นตีกันสักคู่เดียว
แปลกจริง ๆ"....
................................
จากนั้นผมก็เดินไปเรื่อย ๆ เพื่อตามหาเพื่อน ๆ
เดินผ่านดงนกยูง ไก่ป่า ไก่ฟ้า ออกจากม่านหมอกก็พบว่าอีกฝั่งของแม่น้ำมีเด็กสาว ๆ อายุ 15-16 กำลังเล่นน้ำอยู่ที่หาดทราย
แล้วเด็กๆที่ร่างกายเปล่าเปลือยผมยาวเหล่านั้นต่างกวักมือเรียก
"พี่..ทหารหราน ข้ามมาทางนี้ ข้ามมาทางนี้ ข้ามมาหาพวกเราเถอะ..."
................................
เร็ว ๆ เข้าท่าน ผบ.มาหา ใครคนหนึ่งพูดขึ้น
"ไหน ทหารพราน ไซ อยู่ไหน"....นายทหารชุดดำพูดขณะลงจากรถ
................................
"เธอ ไปที่นั่นได้อย่างไร"...ท่านถามไซ
..."หลังจากผมถือไมค์วิทยุพูดสักพัก ก็เห็นเหมือนผ้าเหลืองพระผ่านหน้าไปวูบหนึ่ง"
..."แล้วก็มาอยู่ที่นี่ครับท่าน"....ไซเล่าให้ผบ.ฟัง
........................................................................
ป่านั้นอยู่ที่ไหนละพวกเราจะพากันไปเที่ยว ญาติพี่น้องที่ห้อมล้อมไซถามขึ้น
....ไปได้อย่างไร ?"...
........................................................................
ท่านผบ.ได้แจ้งให้ญาติ ๆ เพื่อน ๆ ไซ ว่าขณะที่เข้าเวรนั้นเกิดฟ้าฝ่าเสาวิทยุ
วัวชาวบ้านตายไป 4 ตัว เจ้าหน้าที่ตายไป 2 คน และพนักงานวิทยุคนนี้โชคดีที่แค่สลบไป
.................................................................
ป่าที่ว่าไปยากครับ
ต้องลงทุนมากหน่อย !!
ดีไม่ดีดำเป็นตอตะโก...ผบ.พูดขึ้นด้วยความห่วงใยญาติพี่น้องทหารพรานไซ
................................
"นี่ผมโชคดีนะที่ผมไม่ข้ามฝั่งแม่น้ำไปหาสาว ๆ หากข้ามไปคงไม่ได้กลับมาแน่ ๆ
แค่ผมบนหัว และขนทั้งตัวไหม้หงิกไปทั้งร่าง ไม่เว้นแม้แต่ตรงนั้น"
ไซ ก้มลงมองห้องเครื่องอย่างโล่งอก
................................................................
(หมายเหตุ :
เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เป็นคำบอกเล่าจากคนเฝ้าสวน อดีตทหารพรานร่างเล็ก หากผมกลับไปพะเยา จะถ่ายภาพมาให้คนรักไก่ป่า้ดูครับ
คำพูดของคนเฝ้าสวนเป็นภาษาเหนือ สไตล์การเล่าเรื่องจะเป็นเสียงเล็กเสียงน้อย ทำหน้าตาตื่นเป็นช่วง ๆ ตรงที่เห็นสาว ๆ กวักมือเรียกให้ข้ามไปหานั้น แก พูดว่า "สาวน้อย ผมยาว ผิวขาว ๆ กำลังเล่นน้ำส่งเสียงแสว ๆ" ...แปลว่าสาว ๆ เล่นน้ำต่างหัวเราะกันอย่างร่าเริง ฯลฯ
ส่วนเหตุผลทางการแพทย์ระบุว่าคนที่สลบอาจเข้าสู่สภาวะภวังค์ จากการขาดอ๊อกซิเจน ทำให้เหมือนความฝันเป็นความจริง และคนที่ตายแล้วฟื้นจะเล่าเรื่องคล้าย ๆ กัน ทำนองนี้)
...ไก่ป่าชุกชุมแค่ในความฝันเท่านั้นหรือ ?
หนุ่มน้อย(จริง ๆ)...จากห้วยเหิง
****************************************************





